โหนดโรงเรียน
โหนดโรงพยาบาล
โหนดผู้ผลิต-ตลาดเขียว
โหนดผู้บริโภค
กิจกรรมโครงการ
รายชื่อภาคี
‘เมืองไทยคือสวรรค์ของนักกิน’ แทบจะทุกพื้นที่ที่เป็นแหล่งชุมชน ‘Street Food’ หรืออาหารริมทาง เป็นวัฒนธรรมอาหารที่ทำให้ทั่วโลกต่างรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี ว่าสามารถมีอาหารให้บริโภคทุกแห่งหนและตลอด 24 ชั่วโมง สุชาติ สุขเจริญ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันหาบเร่แผงลอยริมบาทวิถีในแทบทุกจังหวัดมีการขยายตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก
แต่การเติบโตอย่างไร้ทิศทางนี้ ก็เกิดปัญหาต่อเนื่องตามมาในหลายด้านด้วยกัน “ทั้งด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การสัญจรของประชาชน รวมทั้งความปลอดภัยและสุขาภิบาลอาหาร โดยเฉพาะการปนเปื้อนของเชื้อโรคและสารเคมีต่างๆ อีกทั้งตัวผู้ขายเองถ้าปฏิบัติตนไม่ถูกสุขลักษณะแล้วก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาหารไม่ถูกสุขลักษณะได้เช่นกัน
ก้าวเริ่มของงานพัฒนาการจัดการอาหารริมบาทวิถี
เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว เมื่อปี พ.ศ.2561 สสส.สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) จึงได้สนับสนุนทุนให้กรมอนามัย โดยสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ซึ่งในระยะที่ 1 ได้จัดทำโครงการพัฒนาอาหารริมบาทวิถีปลอดภัยสนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยววิถีไทย เพื่อพัฒนาต้นแบบการจัดบริการอาหารริมบาทวิถี ที่ได้มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วย งานภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาสถานประกอบกิจการด้านอาหาร และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจของผู้ประกอบการและประชาชนผู้บริโภค ในการพัฒนาอาหารริมบาทวิถีให้มีคุณภาพ และปลอดภัยต่อการบริโภค มีการคัดเลือกพื้นที่ที่มีการจัดบริการอาหารริมวิถี 12 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำปาง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ชลบุรี บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ตรัง และสงขลา
ทำการถอดบทเรียนศึกษาสถานการณ์และรูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีของแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนารูปแบบและเกณฑ์มาตรฐานอาหารริมบาทวิถี และให้ภาคีเครือข่ายพื้นที่ดำเนินงานอาหารริมบาทวิถีทั้ง 12 พื้นที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาดูงาน และระดมสมองในการกำหนดรูปแบบของอาหารริมบาทวิถีออกมา 3 รูปแบบ คือ พื้นที่เฉพาะ พื้นที่ปิดถนน และพื้นที่ไม่ปิดถนน ขณะเดียวกันก็ได้พิจารณา(ร่าง)เกณฑ์มาตรฐานอาหารริมบาทวิถี เพื่อนำไปทดลองใช้ในพื้นที่ต้นแบบทั้ง 12 แห่ง ทั้งดำเนินการจัดการอบรมให้ความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหารแก่ผู้ประกอบการค้าอาหาร จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านความปลอดภัยอาหารและมาตรฐานอาหารริมบาทวิถี เพื่อนำไปใช้ในการรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนและผู้บริโภค และการติดตามประเมินผลการพัฒนาตาม(ร่าง)เกณฑ์มาตรฐานอาหารริมบาทวิถีที่กำหนดไว้ รวมถึงได้ประเมินความรู้ ความเข้าใจ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารริมบาทวิถีของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการในพื้นที่เป้าหมาย
“การพัฒนาพื้นที่ดำเนินการอาหารริมบาทวิถีในปี พ.ศ. 2561 เรามีการตรวจสุขลักษณะตามมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารสำหรับแผงลอยจำหน่ายอาหารของกรมอนามัย มีการสร้างภาคีเครือข่ายในการพัฒนาอาหารริมบาทวิถีในระดับพื้นที่ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง ระหว่างหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข คณะกรรมการชมรม สมาคมผู้ประกอบการ และยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น การจัดงานเทศกาลต่างๆ ส่งเสริมการแต่งกายพื้นเมือง และมีการจำหน่ายอาหารประจำถิ่น เป็นต้น”
จากการสนับสนุนและส่งเสริมบริการอาหารริมบาทวิถีในพื้นที่เป้าหมาย 12 จังหวัดครั้งนั้น พบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างน่าพอใจกว่าร้อยละ 90 ทั้งเรื่องกลิ่นเหม็นของขยะ กลิ่นเหม็นของน้ำเสีย น้ำเฉอะแฉะ ขยะบริเวณจำหน่ายสินค้า และสิ่งปนเปื้อนหรือสิ่งแปลกปลอมในอาหารปรุงสำเร็จ
“แต่สิ่งที่ยังไม่ประสบความสำเร็จและจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็คืออาหารปรุงสำเร็จพร้อมบริโภคส่วนใหญ่ยังไม่มีการปกปิดอาหาร ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง สารตะกั่ว และโลหะหนักจากไอเสียรถยนต์ รวมทั้งฝุ่นดิน ตามถนนที่ลมพัดผ่านมา และการจำหน่ายอาหารบาทวิถีในรูปแบบพื้นที่ไม่ปิดถนนซึ่งเป็นสถานที่ที่มีควันรถ ฝุ่นละอองจากถนน การเตรียม ปรุง ประกอบอาหารที่จำเป็นต้องมีการปกปิดอาหารหรือกำบังที่เพียงพอเพื่อลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนฝุ่น หรือควันจากท่อไอเสียรถยนต์”
นอกจากนี้ยังพบว่า ระบบการควบคุมดูแลสถานประกอบการด้านสุขาภิบาลอาหาร ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายที่มาจัดการด้านสุขลักษณะของการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางทางสาธารณะ ในพื้นที่เป้าหมาย 12 แห่งจึงยังมีเพียง 7 แห่งที่มีการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อควบคุมกำกับการจัดบริการอาหาริมบาทวิถี และมี 3 พื้นที่ที่ได้มีการประกาศเป็นเขตผ่อนผันให้มีการจำหน่ายในที่หรือทางสาธารณะ
“จากข้อมูลผลการสำรวจของประชาชนที่มาใช้บริการในพื้นที่เป้าหมาย 12 จังหวัด ก็มีเสนอแนะของประชาชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบริการอาหารริมบาทวิถี ว่ายังพบควันจากการปรุงประกอบอาหารเล็กน้อย บางร้านไม่มีการปกปิดอาหาร ผู้ประกอบการอาหารบางส่วนมีการทาสีเล็บ สวมแหวน หรือเครื่องประดับ รวมถึงไม่สวมเสื้อมีแขน ไม่สวมใส่ผ้ากันเปื้อน ไม่สวมหมวกคลุมผม การใช้มือหยิบจับอาหาร ไม่วางภาชนะสูงจากพื้นอย่างน้อย ๖๐ เซนติเมตร”
แต่ขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าชื่นใจเกิดขึ้น เพราะใน 12 พื้นที่เป้าหมายนั้น ได้พบว่าที่ถนนคนเดินเซาะกราว จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เกิดการส่งเสริมด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดให้มีจุดจำหน่ายผักปลอดสารพิษในพื้นที่ดำเนินงานอาหารริมบาทวิถี
“ทำให้เราพบโอกาสในการสร้างเสริมสุขภาพในพื้นที่ดำเนินการอาหารริมบาทวิถี ในประเด็นการส่งเสริมการจำหน่าย และบริโภคผักผลไม้ที่ปลอดภัยอย่างเพียงพอ รวมถึงมีการเลือก ล้าง ผักผลไม้ให้เหมาะสมก่อนนำประกอบอาหาร และการส่งเสริมให้ผู้บริโภคที่มาใช้บริการอาหารริมบาทวิถีได้บริโภคผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือโรค NCDs”ที่มา : หนังสือ "รวมพลังขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะอย่างยั่งยืน" โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนอาหารฯ