โหนดโรงเรียน
โหนดโรงพยาบาล
โหนดผู้ผลิต-ตลาดเขียว
โหนดผู้บริโภค
กิจกรรมโครงการ
รายชื่อภาคี
เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ภาคีแผนอาหาร และสถาบันการศึกษาร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการขับเคลื่อนภารกิจนำผลผลิตสู่ครัวสถาบันเพื่อสร้างสรรค์อาหารปลอดภัยให้โรงเรียนและโรงพยาบาลกันอย่างคึกคัก ในเวทีร่วมออกแบบและพัฒนา “สภาพลเมืองอาหาร ครั้งที่ 1 พลเมืองเคลื่อนนโยบายอาหารสุขภาวะ” เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ชูสภาอาหารเป็นนวัตกรรมสังคมบูรณาการระบบห่วงโซ่อาหารที่สามารถร่วมมือกันได้ทุกระดับ ทุกพื้นที่ ทุกประเด็นด้านอาหาร
กิจกรรมเริ่มจากการกล่าวเปิดเวทีของคุณชนวน รัตนวราหะ กรรมการกำกับทิศแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ จากนั้นคุณวัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด ผู้รับผิดชอบโครงการบูรณาการเพื่อหนุนเสริมยุทธศาสตร์แผนอาหารและร่วมกับภาคีเพื่อการขยายผลระบบอาหารสุขภาวะ ภายใต้การสนับสนุนของแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรร่วมจัดได้นำเสนอเรื่องราวของ "สภาอาหาร" ว่ามีการขับเคลื่อนมากว่า 30 ปีแล้วในต่างประเทศ เกิดจากการริเริ่มของประชาชนโดยเชื่อว่าพลังของผู้คน หรือ “พลเมืองอาหาร” สามารถเคลื่อนนโยบายอาหารได้ มีความใกล้เคียงกับคำว่า “สภานโยบายอาหาร” (Food Policy Council), “กฎบัตรอาหาร” (Food Charter), และ “ข้อตกลงนโยบายอาหาร” (Food Policy Pact) ซึ่งทั้งหมดนี้จัดว่าเป็น “สภาอาหาร” (Food Council) ด้วยกันทั้งสิ้น หลักคิดสำคัญของสภาอาหารคือ ไม่มีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดสามารถบอกเรื่องราวระบบอาหารได้ทั้งระบบ โดยสิ่งที่สภาอาหารสามารถทำได้ คือ เอื้อให้เกิดการแบ่งปันวิธีการคิดเกี่ยวกับระบบอาหารทั้งระบบ รวมทุกเสียงจากภาคส่วนที่แตกต่างหลากหลาย และสภาอาหารนำแต่ละส่วนมาร่วมกันบอกเรื่องราวของระบบอาหารทั้งระบบ เป็นการขับเคลื่อนจากภาคประชาสังคมไปสู่โครงสร้างรัฐนั่นเอง นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงโครงสร้างของสภาอาหารและกรณีศึกษาสภาอาหารในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ สภาอาหารเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา สภาอาหารอัมสเตอร์ดัม และสภาอาหารเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งโครงการบูรณาการฯ จะทำการศึกษาในปีนี้เพื่อเปรียบเทียบกับบริบทของไทย โดยมองว่าแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. มีต้นทุนพื้นที่รูปธรรมจากการทำงานของภาคีที่สามารถพัฒนาให้เกิดสภาพลเมืองอาหารได้ หากเชื่อมโยงงานร่วมกับทั้ง 11 สำนัก แต่โจทย์สำคัญคือหากพัฒนาโครงสร้างสภาอาหารทั้งเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นจะทำงานร่วมกันอย่างไร และเชื่อมโยงกับคณะกรรมการอาหารแห่งชาติได้อย่างไร
สอดคล้องกับคุณจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ประธานมูลนิธิเสริมสร้างวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาความเชื่อมโยงอาหารปลอดภัยและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี (โครงการเด็กไทยแก้มใส) กล่าวถึงการดำเนินงานของโครงการตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งในปีนี้เน้นการเชื่อมโยงผลผลิตอาหารปลอดภัยจากชุมชนสู่โรงเรียน และจากเกษตรกรในชุมชนสู่ธุรกิจอาหารซึ่งอาจจะเชื่อมโยงมาสู่โรงเรียนด้วยเนื่องจากปัจจุบันมีการจ้างวานผู้รับเหมาบริการอาหาร โดยโครงการได้เชื่อประสานกับคณะกรรมการอาหารแห่งชาติเพื่อให้การขับเคลื่อนงานเกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในพื้นที่ ทำวิจัยโดยใช้ Community Based Research หรือ CBR โดยเริ่มที่ระดับตำบล จากนั้นก็จะขับเคลื่อนไปสู่ระดับจังหวัด โดยมีทีมมหาวิทยาลัยในพื้นที่มาเป็นพี่เลี้ยง เมื่อมีการทำโครงสร้างให้เห็นชัดเจนแล้ว จากระดับจังหวัดก็จะเสนอไปยังคณะกรรมการอาหารแห่งชาติต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับการทำงานของสภาอาหารเช่นเดียวกัน
ภาพแสดงกรอบแนวคิดการขับเคลื่อนเรื่องการจัดการระบบอาหารโรงเรียน-ชุมชน
จากนั้นเวทีได้เปิดวงแลกเปลี่ยนประสบการณ์กรณีศึกษาพลเมืองอาหารจาก 6 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและภาคีแผนอาหาร โดยมี ดร.บำเพ็ญ เขียวหวาน อาจารย์สาขาวิชาส่งเสริมเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นวิทยากร เช่น กรณีศึกษาอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้บอกเล่าความร่วมมือระหว่างโรงเรียนบ้านป่าไม้สหกรณ์ดำเนินงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลลำนางรอง ในรูปแบบภาคีเครือข่าย เพื่อทำเกษตรอินทรีย์ นำผลผลิตเข้าสู่โรงเรียน และขยายเป็นเครือข่ายระดับตำบลภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งแรงของ อบต. และมีการทำข้อตกลงร่วมกัน ปัจจุบันกำลังดำเนินการให้เกิดตลาดสีเขียวชุมชนในพื้นที่ กรณีศึกษาการขับเคลื่อนงานในจังหวัดน่าน โดยมีแกนหลักสำคัญคือสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมกับใช้กลไกการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาในบริบทพื้นที่การเกษตรของน่านที่ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวจนเกิดกลุ่มเกษตรกร PGS และผลักดันเข้าสู่อาหารปลอดภัยในโรงเรียนผ่านโปรแกรม Thai School Lunch มาวางแผนการปลูกผักแต่ละชนิด รวมถึงการส่งเสริมให้โรงเรียนทำแปลงเกษตร การให้กลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาช่วยบริหารจัดการผลผลิต และส่งเสริมให้ผู้ปกครองปลูกผักไว้กินเอง นอกจากนี้ยังศึกษาวิจัยรูปแบบหน่วยจัดการกลางผลผลิตปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน พบว่า มีความเป็นไปได้ 3 รูปแบบ คือ (1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดูแลและเป็นหน่วยจัดการกลาง (2) เกษตรกรในพื้นที่เป็นหน่วยจัดการกลาง (3) สหกรณ์โรงเรียนเป็นหน่วยจัดการกลาง นอกจากนี้ยังมีกรณีศึกษาสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดเชียงใหม่ กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจฟาร์มผาสุขเกษตรอินทรีย์และเครือข่ายจังหวัดอุตรดิตถ์ กรณีศึกษาโครงการกินสบายใจ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ขับเคลื่อนงานอาหารปลอดภัยจากฝั่งเกษตรกรผู้ผลิตสู่กลุ่มผู้บริโภคและครัวสถาบันทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล รวมทั้งกรณีศึกษาการขับเคลื่อนงานของมูลนิธิเอ็มโอเอไทยใน 6 จังหวัดที่เชื่อมโยงองค์กรระดับท้องถิ่นในการสร้างระบบสุขภาวะชุมชน ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ ปัญหาอุปสรรค โอกาสและความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อนไปสู่สภาอาหาร ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมประชุมซักถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในพื้นที่ของตนจำนวนมาก
สำหรับเวทีสภาพลเมืองอาหารครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นประมาณเดือนกันยายน 2565 นี้