โหนดโรงเรียน
โหนดโรงพยาบาล
โหนดผู้ผลิต-ตลาดเขียว
โหนดผู้บริโภค
กิจกรรมโครงการ
รายชื่อภาคี
เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. ได้มอบหมายให้โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนอาหารโดยบูรณาการภาคีเครือข่ายเพื่อขยายผลและสื่อสารงานอาหารสู่สาธารณะจัดทำหนังสือ "รวมพลังสร้างระบบอาหารสุขภาวะอย่างยั่งยืน" ซึ่งรวมรวมบทความและประมวลการดำเนินงานของภาคีแผนอาหารในระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา โดยคุณสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ได้สะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนประเด็นความมั่นคงทางอาหารไว้ในบทความ "ความมั่นคงทางอาหารที่ทุกคนเข้าถึงได้" ไว้อย่างน่าสนใจ
ความมั่นคงทางอาหารที่ทุกคนเขาถึงได้
อาหารมีบทบาทอยู่ในชีวิตประจำวันของคนในสังคม หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ให้มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วอาหารไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นของมนุษย์เท่านั้น อาหารยังเป็นเศรษฐกิจ เป็นการเมือง เป็นสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต และการดำรงชีพของคนในสังคม การเข้าถึงอาหารของทุกคนในสังคมจึงเกี่ยวข้องกับมิติที่หลากหลายภายใต้ห่วงโซ่อุปาทานอาหาร ความหลากหลายสะท้อนผ่านการให้ความหมายของความมั่นคงทางอาหารที่มีทั้งประเด็นความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรม และความยั่งยืน
ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้เป็นเรื่องการผลิตและการบริโภคเท่านั้น แต่มีความหมายครอบคลุมมิติต่างๆ ของห่วงโซ่ในระบบอาหาร โดยเริ่มจากระบบการผลิตอาหารที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเกษตรกร สภาพแวดล้อมในการผลิตอาหาร ทั้งด้านการเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ พันธุกรรม และปัจจัยการผลิต ระบบการผลิต การดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิต และหากพิจารณาจากผลผลิตด้านอาหารที่มีห่วงโซ่ถึงผู้บริโภค ยังมีมิติด้านการดูแลผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปอาหาร ระบบการขนส่ง และการตลาดอาหาร ซึ่งมีทั้งตลาดขายส่ง หรือขายปลีก ผ่านระบบตลาดใน ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ตลาดนัดในชุมชนท้องถิ่น ตลาดขายตรงหรือตลาดออนไลน์ ซึ่งมีการโฆษณาและการสื่อสารเชื่อมโยงถึงผู้บริโภค
ภายใต้ห่วงโซ่อุปาทานอาหารดังกล่าว หากระบบอาหารอยู่ภายใต้การกำหนดและการจัดการตั้งแต่ทรัพยากรการผลิต ระบบการผลิตถึงผู้บริโภคของผู้ประกอบการรายใหญ่จำนวนน้อยราย ย่อมส่งผลต่อการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพของคนในสังคม รวมทั้งโครงสร้างในห่วงโซ่อุปาทานอาหารที่ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดระบบอาหารของประเทศ
อาหารคือสิทธิพื้นฐาน
การให้ความหมายของความมั่นคงทางอาหารทั้งในระดับสากล และระดับประเทศ มีความหลากหลาย การให้ความหมายโดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หมายถึง “การที่ทุกคนมีความสามารถในการเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัยและมีโภชนาการทั้งในทางกายภาพและเศรษฐกิจ ในการตอบสนองต่อความต้องการ ความพึงพอใจในอาหารของพวกเขา เพื่อการมีชีวิตและสุขภาพที่ดี” โดยแบ่งเป็น 4 มิติย่อย ได้แก่ ก) ความเพียงพอของอาหาร ข) การเข้าถึงอาหาร ค) การใช้ประโยชน์ในด้านโภขนาการอาหาร และ ง) เสถียรภาพ คือการมีหลักประกันด้านอาหารตลอดเวลา ไม่มีความเสี่ยงจากการขาดแคลนอาหาร
ในขณะที่ยังมีแนวคิดอีกหลากหลายที่สะท้อนความแตกต่างในการเข้าถึงความมั่นคงทางอาหาร แนวคิดที่สำคัญอีกแนวคิดคือ แนวคิดเรื่อง สิทธิด้านอาหาร (Food Entitlement) ซึ่งมีรากฐานจากแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และสิทธิด้านอาหารจึงไปปรากฎอยู่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ความมั่นคงทางอาหารจึงมีความหมายเชื่อมโยงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การเข้าถึงอาหารที่เป็นธรรม และขยายแนวคิดไปสู่ความเป็นธรรมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การพึ่งตนเองด้านอาหาร และสิทธิชองเกษตรกรในการเข้าถึงฐานทรัพยากรในการผลิตอาหาร และการกำหนดนโยบายการเกษตรและอาหาร รวมถึงแนวคิดในเรื่องระบบอาหารของชุมชนท้องถิ่น หรือเศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ที่วิเคราะห์เชื่อมโยงการผลิตและการบริโภคอาหาร ที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร มีเป้าหมายที่จะให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความยั่งยืนในทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกอาหาร แต่ยังมีคนจนที่เสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ระบุตัวเลขคนจนในปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 มีคนจนอยู่ที่ 6.24% ในขณะที่ตัวเลขคนเกือบจน คือกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นคนยากจนมีสัดส่วน 7.79% ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจอยู่ใต้เส้นความยากจน เมื่อได้รับผลกระทบจากปัญหา เช่น การเจ็บป่วย การว่างงาน เป็นต้น ในขณะที่ปี 2563 – 3564 เราต้องเผชิญปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่จะส่งผลต่อคนจนและการเข้าถึงอาหารของคนจน และมีการคาดการณ์ว่าจำนวนคนจนจะเพิ่มมากขึ้น หากไม่มีมาตรการเยียวยาของรัฐที่ผ่านมา ยังไม่รวมตัวเลขของจำนวนคนขาดสารอาหารในประเทศ ซึ่งข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรได้ระบุว่า เฉลี่ย 3 ปี ในปี 2559 – 2561 มีจำนวนคนขาดสารอาหาร 7.8% ซึ่งแสดงความเชื่อมโยงระหว่างการมีอาหารเพียงพอ การเข้าถึงอาหาร และโภชนาการอาหาร ในขณะที่ตัวเลขการจัดลำดับความมั่นคงทางอาหาร โดย The Economist Intelligence Unit ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 52 จาก 113 ประเทศ นั่นหมายความว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้วัดที่ปริมาณผลผลิตที่เพียงพอ แต่อาจมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและการเข้าถึงอาหารที่ยังมีความเปราะบาง
นอกจากนั้น ความมั่นคงทางอาหารในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และเศรษฐกิจ และความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศก็ต้องการอาหารที่ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ความเข้มงวดกับการนำเข้าอาหารต้องมีความปลอดภัยมีเพิ่มมากขึ้นในประเทศต่างๆ หากแต่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวและใช้สารเคมี ไม่ได้เพียงส่งผลกระทบต่อด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจเท่านั้น แบบแผนการผลิตนี้ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในดินและน้ำ รวมทั้งระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมอันเนื่องจากการใช้ที่ดินเพื่อการผลิตที่ไม่ได้คำนึงถึงธรรมชาติและระบบนิเวศ
การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ไม่ใช่การเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติ ฝนแล้ง น้ำท่วมแต่เพียงอย่างเดียว แต่แบบแผนการตกของฝนที่เปลี่ยนไป ฝนไม่ได้ตกตามเดือนที่เคยตก มีระยะฝนทิ้งช่วง แดดที่ร้อนจัด และฝนที่ตกหนักมากในเวลาเดียวกัน อุณหภูมิที่ไม่หนาว หรือหนาวยาวนานขึ้นในบางปี มีผลต่อการออกดอกของข้าว ระบบการปลูกผัก รวมทั้งการออกดอกของไม้ผล ล้วนส่งผลต่อผลผลิตในภาคเกษตรและต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศด้วยเช่นกัน หากมีการรับมือที่ไม่มีประสิทธิภาพและการรับมือเชิงรุกในการปรับระบบเกษตรที่นำไปสู่ความยั่งยืนทั้งระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม
การพึ่งตนเองด้านอาหาร
การพึ่งตนเองด้านอาหาร มีบทบาทสำคัญในฐานะที่สร้างหลักประกันทางอาหารทั้งในระดับครัวเรือน ระดับชุมชนท้องถิ่น และระดับประเทศ ในระดับประเทศ จะชี้วัดด้วยปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตได้เพียงพอต่อการบริโภคภายในและการส่งออกผลผลิตเพื่อทำรายได้ให้กับประเทศ การสร้างเครื่องมือชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งนักวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคม พบว่า การพึ่งตนเองด้านอาหารในชุมชนจากการผลิต และจากการหาอาหารจากธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา ก่อนการเกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 มีอัตราส่วนที่ลดลง แต่พึ่งพิงจากการซื้ออาหารเพิ่มมากขึ้น ชุมชนที่ผลิตพืชเชิงเดี่ยว และขายเป็นรายได้ เช่น ปลูกข้าวอย่างเดียว และขายข้าว เพื่อให้มีรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือน ไม่ได้ผลิตไว้กิน จะพึ่งตนเองด้านอาหารได้น้อยกว่า เพราะการได้มาซึ่งอาหารบริโภคในครัวเรือน มาจากการซื้ออาหารเป็นหลัก แต่ครัวเรือนที่มีการผลิตหลากหลาย เช่น มีพืชเศรษฐกิจเป็นพืชหลักเพื่อให้มีรายได้ในครัวเรือน แต่มีการปลูกพืชที่หลากหลายในแปลงเกษตร หรือมีสวนครัวหลังบ้าน หรือมีการผลิตที่แบ่งสัดส่วนไว้บริโภคในครัวเรือน จะมีอัตราส่วนการพึ่งตนเองด้านอาหารได้มากกว่า และเมื่อเกิดวิกฤติก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ความมั่นคงทางอาหารเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมาก สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นวิกฤติด้านเศรษฐกิจ การปิดโรงงาน ร้านอาหาร ตลาด และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ทำให้คนตกงานจำนวนมาก ทำให้การเพาะปลูกเพื่อบริโภค เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ ทั้งในเมืองและชนบท จากการสำรวจผลกระทบและการปรับตัวในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ความพยายามสร้างการพึ่งตนเองด้านอาหาร เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริโภค เป็นการปรับตัวอันดับแรกๆ ของคนในเมืองและชนบท การปลูกผักไว้กินเอง หรือการทำการเกษตรที่หลากหลายเพื่อการบริโภคของคนในชนบทมีเพิ่มขึ้น และสำหรับคนในชนบท ก็คาดหวังเศรษฐกิจจากการทำการเกษตร ด้วยมีคนกลับบ้านจำนวนมาก ทั้งคนรุ่นใหม่ และคนวัยกลางคน การพึ่งพิงรายได้จากนอกภาคเกษตรหยุดชะงักลง ดังนั้นการผลิตในภาคเกษตรจึงไม่ใช่แต่เพียงให้มีอาหารกินอิ่มในแต่ละมื้อเท่านั้น แต่หมายถึงเศรษฐกิจของครัวเรือนควบคู่ไปด้วยกัน
ความมั่นคงทางอาหารในระดับชุมชน ของชุมชนเมืองและชนบท จึงมีนัยยะของการจัดสมดุลย์การพึ่งตนเองด้านอาหาร กับการมีรายได้ที่มากพอสำหรับการซื้ออาหารมาบริโภคในครัวเรือน ซึ่งอาจดูได้จากตัวเลชค่าใช้จ่ายด้านอาหาร จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งรายงานภาพรวมของประเทศในปี 2563 พบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 35% ของค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ซึ่งหากไม่มีรายได้มากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหาร ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเข้าไม่ถึงอาหาร โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในภาคเกษตร ยังมีความหมายถึงการพึ่งพิงทรัพยากรที่เป็นต้นทุนการผลิตอาหาร เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ พันธุกรรม เป็นต้น หรือพื้นที่ป่าของชุมชนก็เป็นฐานอาหารของชุมชน ทั้งอาหารจากป่า และการรักษาระบบนิเวศ ครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกิน และต้องเช่าที่ดิน ถือเป็นต้นทุนสำหรับการผลิตในขณะที่ราคาผลผลิตทางการเกษตร เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ซึ่งทำให้การสร้างความมั่นคงทางอาหารมีความหมายถึงสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรการผลิต และการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอาหารของเกษตรกรรายย่อย