โหนดโรงเรียน
โหนดโรงพยาบาล
โหนดผู้ผลิต-ตลาดเขียว
โหนดผู้บริโภค
กิจกรรมโครงการ
รายชื่อภาคี
ศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
พฤติกรรมการบริโภคอาหารส่งผลถึงภาวะโภชนาการ และมีความสำคัญต่อสุขภาพ การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นภาระสุขภาพและสาเหตุความสูญเสียจากการตายก่อนวัยอันควรลำดับต้น ๆ ของประชากรไทย อาหารและโภชนาการยังเป็นต้นทุนชีวภาพที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเด็กให้เติบโตสมวัยและมีพัฒนาการของสติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตใจ พร้อมสำหรับการดำรงชีวิตและการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้อาหารและโภชนาการยังมีมิติด้านสังคมและวัฒนธรรม ที่นำไปสู่สุขภาวะองค์รวมของบุคคล ครอบครัวและชุมชน การขจัดความหิวโหย (Zero hunger: End hunger, achieve food security and improved nutrition and promote sustainable agriculture) เป็น 1 ใน 12 เป้าหมายจากทั้งหมด 17 เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDGs) ที่มีความสัมพันธ์กับโภชนาการ ซึ่งหากไม่มีการลงทุนในด้านโภชนาการแล้ว โอกาสบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นไปได้ยาก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เริ่มภารกิจในการสร้างเสริมสุขนิสัยในการบริโภคอาหารเพื่อโภชนาการและสุขภาวะ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยในช่วง 5 ปีแรกเป็นการพัฒนากลไกที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมในองค์กร พื้นที่ เด็ก เยาวชน และครอบครัว เน้นการลงทุนในส่วนที่จำเป็นและก่อให้เกิดผลกระทบสูงเพื่อมุ่งพัฒนาสังคมสุขภาวะในระยะยาว ในช่วง 10 ปีต่อมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการสานและเสริมพลังการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สร้างขีดความสามารถของบุคคลที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ และเพิ่มขีดความสามารถเชิงสถาบันและส่งเสริมบทบาทของชุมชนและองค์กรในการพัฒนาสุขภาวะองค์รวม หรือแก้ไขปัญหาสำคัญของตน โดยตัวชี้วัดหลักด้านโภชนาการ ประกอบด้วยพฤติกรรมการบริโภคผักและผลไม้วันละ 400 กรัมและลดอัตราชุกของภาวะน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนในเด็กวัยเรียนให้น้อยกว่าร้อยละ 10 ในกลุ่มเป้าหมายภายใต้การสนับสนุนของแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ
ตลอด 15 ปีของการดำเนินงานตามภารกิจและเป้าหมายข้างต้น แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. ประสบความสำเร็จในการสร้างและสื่อสารองค์ความรู้ด้านโภชนาการสำคัญที่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงความตระหนักรู้ของสังคมไทย แผนอาหารเพื่อสุขภาวะได้ร่วมมือกับภาคีระดับต่าง ๆ ผลักดันนโยบายและมาตรการที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมอาหารและโภชนาการที่ดีเพื่อสุขภาพที่ดีถ้วนหน้าและสุขภาวะของสังคมโดยรวมอย่างมีนัยยะสำคัญ
ความสำเร็จในการสร้างสภาพแวดล้อมด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ
สภาพแวดล้อมด้านอาหารมีอิทธิพลสูงต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สภาพแวดล้อมด้านอาหารรวมปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการหาอาหารได้ง่าย (availability) ราคาอาหาร ผู้ค้า การส่งเสริมการขาย และปัจจัยภายในที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการเข้าถึงอาหาร ความสามารถในการจ่ายได้ ความสะดวก และความปรารถนาในผลิตภัณฑ์อาหารนั้น ภาวะเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมด้านอาหารให้เอื้อต่อการบริโภคอาหารที่อัดแน่นด้วยพลังงานแต่ขาดคุณค่าโภชนาการ ได้แก่ อาหารที่อุดมด้วยไขมัน น้ำตาลและโซเดียม ร่วมกับการส่งเสริมให้บริโภคเกินความต้องการ นำไปสู่ความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาทั่วโลก การจัดสภาพแวดล้อมด้านอาหารให้เอื้อต่อการบริโภคอาหารสุขภาพและลดการซื้อและบริโภคอาหารเสี่ยงสุขภาพจึงเป็นนโยบายทางเลือกที่ประเทศต่าง ๆ นำมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นโยบายกลุ่มนี้ประกอบด้วย นโยบายการคลัง (fiscal policies) นโยบายเกี่ยวกับฉลากอาหาร นโยบายควบคุมการทำการตลาดอาหาร นโยบายส่งเสริมการปรับคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร นโยบายกำหนดมาตรฐานอาหารสำหรับองค์กรและสถาบันต่าง ๆ เป็นต้น
แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. ได้ร่วมกับภาคีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการที่หลากหลายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสภาพแวดล้อมด้านอาหารที่พึงประสงค์ แต่ละประเด็นมีการทำงานต่อเนื่องระยะยาว บางประเด็นดำเนินการโดยสร้างองค์ความรู้ ข้อมูลหลักฐานงานวิจัยที่ชัดเจน ทันสถานการณ์ รอบด้าน พร้อมที่จะผลักดันนโยบายในจังหวะที่เหมาะสม บางประเด็นเริ่มต้นด้วยประกาศของกระทรวงแล้วพัฒนาขับเคลื่อนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือกฎหมาย หลายประเด็นพัฒนาจากมาตรการระดับองค์กร ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัดเป็นนโยบายระดับชาติ ในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมานี้ แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบรรลุเป้าหมายในการผลักดันนโยบาย มาตรการ และยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อการปรับสภาพแวดล้อมด้านอาหารให้เอื้อต่อสุขภาวะ โดยเกิดผลสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
นโยบายการคลัง เป็นนโยบายด้านอาหารที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ชัดถึงประสิทธิภาพต่อพฤติกรรมการซื้อและบริโภคของประชาชนและต่อผู้ผลิตในการปรับผลิตภัณฑ์ให้ดีต่อสุขภาพ ประเทศต่าง ๆ จึงเลือกใช้นโยบายการคลังเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น จากการขับเคลื่อนของแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. ภาคีเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานและสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ร่วมกับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ได้ออกกฎกระทรวง กำหนดพิกัดภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 กำหนดให้คิดอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลตามปริมาณน้ำตาล ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2560
นโยบายเกี่ยวกับฉลากอาหาร
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 305) พ.ศ. 2550 เรื่อง การแสดงฉลากโภชนาการของอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคทันทีบางชนิด ได้แก่ มันฝรั่งทอดหรืออบกรอบ ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง ขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้ พร้อมข้อความคำเตือน “บริโภคแต่น้อย และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ” ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ เมื่อ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนการลดปัญหาโรคอ้วน จากการประเมินการใช้นโยบาย ในปีพ.ศ. 2552 พบว่า มีผลบังคับใช้มากกว่าร้อยละ 80
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 373 พ.ศ.2559 เรื่อง การแสดงสัญลักษณ์โภชนาการบนฉลากอาหาร สัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice Logo) เป็นข้อมูลแสดงให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ (ลดหวาน มัน เค็ม) ได้ง่าย เพื่อช่วยป้องกันปัญหาภาวะโภชนาการเกินและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในปี พ.ศ. 2563 มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเกณฑ์สัญลักษณ์แล้ว 1540 ผลิตภัณฑ์
นโยบายควบคุมการทำการตลาดอาหาร
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551 เพื่อป้องปรามการละเมิดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และปกป้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ต่อมาได้ผลักดันเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2553 เรื่อง การควบคุมกลยุทธ์การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก นำไปสู่การร่วมมือขับเคลื่อนกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาเป็นกฎหมายซึ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
พัฒนาข้อเสนอประเด็น ความปลอดภัยทางอาหาร: การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2554
สานต่อมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ประเด็นการจัดการปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยทำงานร่วมกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ สนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพื่อนำยุทธศาสตร์ตามมติดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ นำเสนอในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2554
นโยบาย/ยุทธศาสตร์ระดับชาติ
กรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทยฉบันที่ 2 (พ.ศ. 2561-2580) ร่วมสนับสนุนการจัดทำของคณะกรรมการอาหารแห่งชาติและร่วมผลักดันให้นำสาระสำคัญในประเด็นความมั่นคงทางอาหารบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11
ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายส่งเสริมการบริโภคผักและผลไม้อย่างเพียงพอ บรรจุในแผนงานการลดพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12
ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย พ.ศ. 2559-2568 รวมทั้งพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อลดการบริโภคเกลือและโซเดียมของประชาชนไทย และสร้างมาตรการเชิงสมัครใจให้ผู้ประกอบการอาหารปรับลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร ร้อยละ 10 ในทุก 2 ปี ปัจจุบัน ได้ร่วมกับองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สนับสนุนภาคีเครือข่ายจัดทำข้อมูลทางวิชาการเพื่อพัฒนามาตรการจัดเก็บภาษีโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารให้กับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง
โครงการโภชนาการสมวัยเพื่อเด็กไทยมีพัฒนาการที่ดี โดยการสนับสนุนของ สสส. ร่วมกับ สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ ขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันนักเรียนจาก 13 เป็น 20 บาทต่อคนต่อวัน ตามหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด่วนที่สุด ที่ นร.0505/29284 ลงวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556
นโยบาย/ยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดและท้องถิ่น
การส่งเสริมการบริโภคผักและผลไม้ ในช่วงปี พ.ศ. 2552-2559 เกิดนโยบายระดับท้องถิ่นที่ส่งเสริมระบบห่วงโซ่อุปทานการผลิตการกระจายผักผลไม้ และการบริโภคผักและผลไม้ปลอดภัยในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดนครปฐม เชียงใหม่ ยโสธร สงขลา จันทบุรี
เกิดนโยบายสาธารณะด้านอาหารและโภชนาการ จัดทำเทศบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการจัดการอาหารและโภชนาการให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและอาหารปลอดภัย ในหลายจังหวัด เช่น สมุทรปราการ ภูเก็ต สุรินทร์ ลำปาง เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2558
ขับเคลื่อนองค์กรปกครองท้องถิ่นให้ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน และกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ ลงนามในข้อตกลงร่วมมือนโยบายที่ยั่งยืนเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่ และการบริโภคผักผลไม้ที่ปลอดภัยอย่างเพียงพอ ในปี พ.ศ. 2562
นโยบาย/มาตรการโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยการสนับสนุนของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ ขอความร่วมมือเขตการศึกษาทั่วประเทศสนับสนุนมาตรการมาตรการโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม งดจำหน่ายขนมกรุบกรอบ และอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลมากตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เป็นต้นไป (29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551) ในปี พ.ศ. 2563 ได้ขับเคลื่อนลดการบริโภคอาหารรสหวาน โดยสนับสนุนให้เกิดประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (11 มิถุนายน พ.ศ. 2563) เรื่องมาตรการและแนวทางการสร้างเสริมความรอบรู้ และทักษะในการดูแลสุขภาพช่องปากและการเลือกรับบริการทางทันตกรรม ที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มรสหวานที่มีน้ำตาลสูงและขนมกรุบกรอบทั้งในและบริเวณรอบรั้วโรงเรียน ในปี พ.ศ. 2564 ได้มีประกาศของ สพฐ. ว่าด้วยการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มส่งเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2564 ซึ่งเพิ่มประเด็นควบคุมการส่งเสิมการตลาดอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่มในสถานศึกษาด้วย
ในปี พ.ศ. 2551 โครงการรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน ร่วมกำหนดนโยบายให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) จัดผลไม้เป็นอาหารว่างอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2556 พัฒนาเป็นนโยบายอ่อนหวานในศพด. ให้ปลอดนมขวด ปลอดขนม ดื่มนมจืด และจัดอาหารว่างเป็นผักผลไม้ไม่น้อยกว่า 3 วัน ในปี พ.ศ. 2558 ภาคึได้ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกร เชื่อมโยงการนำผักผลไม้ที่ปลอดภัยเข้าสู่ ศพด.และโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนบริโภคทดแทนขนมหรือเครื่องดื่มรสหวาน และเกิดต้นแบบการจัดการอาหารและเครื่องดื่มใน ศพด.และโรงเรียน 150 แห่ง และในปี พ.ศ. 2562 สำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดตรัง พัทลุง และสงขลา ได้กำหนดมาตรการที่ตอบสนองต่อนโยบายส่งเสริมการรับประทานผักผลไม้ในเด็กวัยเรียน
สนับสนุนให้เกิดมาตรการควบคุมคุณภาพอาหารในโรงเรียนและศพด. โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการด้านอาหารจะต้องผ่านการอบรมและได้ใบประกาศนียบัตรรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ โดยกรมอนามัย ในปี พ.ศ. 2555
สนับสนุนให้บรรจุตัวชี้วัดโรงเรียนปลอดน้ำอัดลมไว้ในเกณฑ์ประเมินโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชรของกรมอนามัย และเพิ่มตัวขี้วัดในระบบการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงทางทันตสุขภาพ ในปี พ.ศ. 2555
ผลักดันโครงการเด็กไทยแก้มใสเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2558 โดยคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 มูลนิธิส่งเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพได้ร่วมกับภาคีต่าง ๆ พัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส 118 แห่ง และขยายผลสู่โรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศ มีการเชื่อมเครือข่ายเกษตกรในพื้นที่กับอาหารกลางวัน เพื่อให้นักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการและปลอดภัย ใน ปี พ.ศ. 2564 ได้ขับเคลื่อนให้คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านอาหารและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาการบริหารจัดการด้านอาหารและโภชนาการในโรงเรียน เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ผลักดันสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนเอกชนที่มีความพร้อมในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จำนวน 8 แห่ง เป็นต้นแบบให้แก่สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนอื่นๆ ในปี พ.ศ. 2557
นโยบาย/มาตรการระดับองค์กร
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมกับภาคีส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่สนับสนุนโดย สสส. และหน่วยงานราชการอื่นๆ ในปี พ.ศ. 2552 ขับเคลื่อนการจัด "มุมนมแม่" ในสถานประกอบกิจการในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อช่วยให้พนักงานแม่ลูกอ่อนได้เรียนรู้และสามารถ "บีบ เก็บ ตุน นมแม่" ในระยะ 6 เดือนแรก ในปี พ.ศ. 2557 สถานประกอบการจำนวน 106 แห่ง จัดให้มีมุมนมแม่
นโยบายการประชุมส่งเสริมสุขภาพ (healthy meeting) มีการรณรงค์เชิญชวนให้จัดอาหารว่างเพื่อสุขภาพที่มีพลังงานไม่เกิน 150 กิโลแคลอรี งดใช้เครื่องดื่ม 3-in-1 ใช้ผลผลิตจากท้องถิ่น และงดกาแฟ ในการประชุมของหน่วยงานของราชการ และขยายไปสู่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมดำเนินการ 222 แห่ง ในปี พ.ศ. 2562
นโยบายน้ำตาลทรายบรรจุซองขนาด 4 กรัม เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานได้พัฒนาข้อมูลวิชาการและขับเคลื่อนการลดปริมาณของน้ำตาลทรายบรรจุซองที่ใช้เติมในเครื่องดื่มลงจากเดิมครึ่งหนึ่งเหลือ 4 กรัม ในปี พ.ศ. 2558 ได้เชิญชวนให้หน่วยงานในสังกัด สสส. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สมาคมโรงแรมไทย และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมโดยใช้น้ำตาลทราย
ความสำเร็จในการสร้างชุดความรู้ พัฒนานวัตกรรม เพื่อสื่อสารสร้างความรอบรู้ด้านโภชนาการ
นับจากปีพ.ศ. 2550 ถึงปัจจุบัน แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. และภาคีเครือข่ายได้ผลิตองค์ความรู้มากมาย เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านโภชนาการสำหรับประชากรกลุ่มมารดา ทารกและเด็ก เด็กนักเรียน ประชาชนทั่วไป และผู้สูงอายุ ในรูปแบบชุดความรู้ หนังสือและสื่อชนิดต่าง ๆ การรณรงค์ และโมเดลต้นแบบ (ต้นแบบโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงพยาบาล องค์กร สถานประกอบการ ผลิตภัณฑ์อาหาร) เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ปรับพฤติกรรมลดบริโภคหวานมันเค็มและเพิ่มการบริโภคผักผลไม้ ส่งเสริมโภชนาการในนักเรียน วิธีดูแลเพื่อป้องกันและลดภาวะอ้วน อีกทั้งยังร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการสื่อสารสร้างเสริมสุขภาพอย่างง่ายเผยแพร่ในวงกว้าง อาทิ
FoodChoice แอปพลิเคชันที่สร้างความรอบรู้ด้านโภชนาการ เมื่อสแกนบาร์โค้ดจากผลิตภัณฑ์ ข้อมูลบนฉลากโภชนาการจะถูกแสดงในรูปแบบสีไฟจราจร เขียว เหลือง แดง ที่เข้าใจได้ง่าย ช่วยในการตัดสินใจ เปรียบเทียบและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่มีพลังงาน น้ำตาล โซเดียม ไขมันอยู่ในเกณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว
พัฒนาต่อยอดแอปพลิเคชัน ชื่อ "FoodiEat" ที่ให้คำแนะนำในการบริโภคอาหาร และการออกกำลังกายในแต่ละวันหลังผู้ใช้งานบันทึกอาหารและกิจกรรม เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของตนเอง
นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนเครือข่ายลดบริโภคเค็มพัฒนานวัตกรรมเครื่องวัดปริมาณโซเดียมในอาหารและแผ่นตรวจคลอไรด์ในปัสสาวะ ใช้งานในชุมชนและในประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน
ผลงานของภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนโดยแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. เกิดผลตอบแทนทางสังคมสูง การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (Social return on investment, SROI) ของแผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวานและโครงการภาคีร่วมใจ คนไทยไร้พุง ในปี พ.ศ. 2551 ได้ค่า SROI เท่ากับ 13.49 นั่นคือ การลงทุนด้านการบริโภคอาหารจาก สสส. ผ่าน 2 โครงการนี้แต่ละบาทได้ผลตอบแทนทางสังคมประมาณ 13.49 บาท ผลประโยชน์ของการลงทุนประมาณร้อยละ 38 ตกแก่คนในชุมชนและนักเรียนได้รับประโยชน์ประมาณร้อยละ 31
สำหรับโครงการเด็กไทยแก้มใสถวายเจ้าฟ้านักโภชนาการ มูลค่าผลตอบแทนทางสังคมของโครงการในปีที่หนี่ง มีค่าระหว่าง 1.54–2.04 หมายความว่าทุก ๆ 1 บาทที่ สสส. ลงทุนให้โรงเรียนในโครงการเด็กไทยแก้มใสได้ทำกิจกรรมในปีที่หนี่ง สังคมจะได้ผลตอบแทนกลับคืนมา 1.54–2.04 บาท ในระยะเวลา 5 ปีหลังจากที่โครงการปีที่หนี่งสิ้นสุดลง โดยผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับนักเรียนและผู้ปกครอง ทั้งนี้เป็นการประเมินผลตอบแทนที่เกิดจากบทบาทของ สสส. เท่านั้น ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในโครงการเด็กไทยแก้มใสปีที่หนี่ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีหลังจากที่โครงการปีที่หนี่งจบลง เนื่องมาจากความพยายามของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะนักเรียนและผู้ปกครอง ที่จะทำกิจกรรมต่อไปแม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก สสส. แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยได้ชี้แจงว่าการวิเคราะห์นี้มีข้อจำกัดที่ไม่มีกลุ่มตัวอย่างสำหรับเปรียบเทียบและขาดข้อมูลตัวชี้วัดก่อนเข้าร่วมโครงการ ในปี พ.ศ. 2564 ได้มีการวิเคราะห์ประสิทธิผลของโครงการเด็กไทยแก้มใส ในโรงเรียน สพฐ. 472 โรงที่เข้าร่วมโครงการในช่วง พ.ศ. 2557-2559 พบว่านักเรียนมีโอกาสเกิดภาวะเริ่มอ้วนลดลงร้อยละ 19 เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ โรงเรียนที่ดำเนินการครบทั้ง 8 องค์ประกอบตามแนวทางของโครงการ จะสามารถลดโอกาสเกิดภาวะเริ่มอ้วนได้ร้อยละ 22 และลดโรคอ้วนร้อยละ 25 โดยขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของโครงการ ในระยะยาวประสิทธิผลในการลดภาวะเริ่มอ้วนลดเหลือร้อยละ 6 ในปี พ.ศ. 2562
ความท้าทาย
สภาพแวดล้อมด้านอาหารมีพลวัตตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลก นโยบาย มาตรการและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. และภาคีเครือข่ายได้ผลักดันแล้วจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เท่าทันความเคลื่อนไหวเพื่อให้คงประสิทธิภาพสูงสุด ข้อมูลจากหลายประเทศบ่งชี้ว่านโยบายและมาตรการเพื่อปรับสภาพแวดล้อมด้านอาหารเผชิญความท้าทายที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น ภาษีไขมันอิ่มตัวในประเทศเดนมาร์กถูกยกเลิกภายใน 1 ปี ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในมลรัฐหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาถูกถอดถอนในเวลาไม่ถึงปี ประเทศฟิจิทบทวนและลดภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหลังได้รับคำร้องเรียนจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เป็นต้น การประเมินผลนโยบาย การติดตามการบังคับใช้ของกฎหมายและประกาศต่างๆ รวมทั้งการดำเนินงานของมาตรการต่าง ๆ ที่เข้มแข็ง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับกลยุทธ์ในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอาหารเพื่อสุขภาวะของสังคมไทย รวมทั้งเพื่อแสดงว่าการทำงานที่ผ่านมาคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติ จากสถานการณ์วิกฤติหลังโควิด 19