โหนดโรงเรียน
โหนดโรงพยาบาล
โหนดผู้ผลิต-ตลาดเขียว
โหนดผู้บริโภค
กิจกรรมโครงการ
รายชื่อภาคี
โตรอนโต เป็นเมืองหลวงของมณฑลออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในแคนาดา เป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน การขนส่งและอุตสาหกรรมหนัก และเป็นเมืองที่ความเป็นสากล (cosmopolitan) สูงด้วยประชากรหลากหลายวัฒนธรรมและภูมิลำเนา ตั้งแต่ชนเผ่าพื้นเมือง (First Nations) ชาวแคนาดาและประชากรย้ายถิ่นจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก แนวคิดเรื่องอาหารและสุขภาพก่อร่างมาตั้งแต่ในช่วงปี คศ. 1960s-1970s ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองโตรอนโตมีแนวคิดความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น และในปี 1974 มีรายงานของรัฐบาลกลางแคนาดาที่ชื่อว่า Laonde Report เสนอว่าสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการมีบริการด้านการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่ต้องคำนึงเชิงองค์รวมถึงความสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่ให้บริการการดูแลสุขภาพและร่างกายของมนุษย์คนนั้น ๆ อีกด้วย อีกทั้งยังมีงบประมาณที่ยืดหยุ่นพอที่จะให้เกิดหน่วยงานวิจัยและการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการส่งเสริมสุขภาพของสาธารณชน ทำให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ ๆ และแรงผลักดันใหม่ๆ ที่เอื้อให้สภาอาหารเกิดขึ้นได้
ปี 1980s เกิดภาวะความหิวโหยในเมืองโตรอนโต ทำให้ในปี 1985 นายกเ ทศมนตรี Arthur Eggleton ริเริ่มแนวคิด “Foodshare Toronto” เพื่อเป็นกลไกของเทศบาลในการกระจายอาหารในลักษณะ food bank โดยตั้งศูนย์กระจายอาหารที่ศาลากลาง อีกทั้งในกลุ่มคนรายได้ต่ำยังมีภาวะการกินอาหารโภชนาการต่ำ (poor nutrition) อีกด้วย ในปี 1988 คณะกรรมการด้านสุขภาพของโตรอนโต (The Toronto Board of Health) ได้ออกประกาศที่ชวนเทศบาลมองว่า “เมืองโตรอนโตต้องมีนโยบายอาหารของตัวเอง” รวมทั้งตลาดท้องถิ่นในเมืองควรมีอาหารจากแหล่งท้องถิ่น สถานการณ์เช่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดสภาอาหารในเมืองโตรอนโต
สภาอาหารเมืองโตรอนโตประชุมกันครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1990 และก่อตั้งขึ้นเมื่อปี คศ.1991 ที่เมืองโตรอนโต ทำหน้าที่พัฒนานโยบายด้านอาหารให้กับเมืองเทศบาลโตรอนโต สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งล้วนมีความตื่นตัวเรื่องอาหารและสุขภาพ มาจากหลากหลายประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ มีทั้งนักโภชนาการ นักสังคมศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อม นักกิจกรรมจากชุมชน นักฟิสิกส์ ชาวสวน นักวิชาการ ที่ปรึกษาสหประชาชาติ ผู้อพยพ เกษตรกร นักอนุรักษ์ นักวางแผนนโยบาย ผู้ลี้ภัย ที่มองว่าปัญหาความหิวโหยไม่ได้เกิดจากการมีรายได้ต่ำ แต่เป็นปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมที่ประชาชนจำเป็นต้องมีพื้นที่และบทบาทในการร่วมกำหนดทิศทางและสร้างระบบอาหาร มากกว่าการจะเป็นเพียงผู้บริโภค ผู้ยินยอมตามระบบอาหารที่ถูกกำหนดมาแล้ว และมองว่าการสร้างประชาธิปไตยทางอาหาร (Lang, 1999) จำเป็นต้องมีความร่วมมือกันทั้งระดับประเทศ จังหวัดและเทศบาล และกำกับไม่ให้ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเมืองโทรอนโตหรือสหประชาชาติ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าปัญหาความหิวโหยด้วยการเสนอโครงการที่ใช้งบประมาณสูงที่เน้นการซื้อและบริจาคอาหารให้ประชาชนผู้หิวโหยหรือโอนอ่อนผ่อนตามให้แก่แนวทางเสรีนิยมใหม่ที่มีมุมมองว่า งานของรัฐบาลคือการคัดท้ายเรือ ไม่ใช่ลงไปพายเรือด้วยตัวเอง (โรเบิร์ตส์ 2562: 221)
สภาอาหารเมืองโตรอนโตร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบคำเรียกร้องให้เมืองโตรอนโตตอบรับเป้าหมายในการทำให้เมืองใส่ใจเรื่องอาหารด้วยการเสนอกฏบัตรอาหาร (Food Charter) ให้เทศบาล และในเวลาไม่กี่เดือน ในปี 2001 เทศบาลเมืองโตรอนโตตอบรับกฎบัตรนี้ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ ยอมรับสถานะสภาอาหารเมืองโตรอนโตในฐานที่ปรึกษาด้านนโยบายอาหารของเทศบาลภายใต้คณะกรรมการสาธารณสุขของเมือง นอกจากนี้ เมืองโตรอนโตยังร่วมกำหนดเป้าหมายให้เป็น “เมืองที่มีความมั่นคงทางอาหาร” (Food-secure city) ซึ่งประกอบด้วยคำมั่นสัญญาหลัก 4 ข้อได้แก่ ทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและคำนึงถึงวัฒนธรรมมากขึ้น กำหนดให้ประชากรมีรายได้ที่เหมาะสมที่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ทำให้มีข้อมูลเรื่องอาหารและโภชนาการมากขึ้น และส่งเสริมระบบผลิตอาหารที่ยั่งยืน (กฎบัตรอาหารเมืองโตรอนโต อ้างใน Blay-Palmer, 2009)
กฎบัตรนี้ยิ่งเน้นย้ำข้อเสนอของ สภาอาหารเมืองโตรอนโต ในเรื่องสิทธิของพลเมืองในการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถทำโครงการและร่วมกำหนดนโยบายได้ การขับเคลื่อนนโยบายของสภาอาหาร และเป็นกลไกในการทำแผนปฏิบัติการด้านอาหารและความหิวโหยที่มีการพัฒนาตารางการทำงานที่ชัดเจน เพื่อปรับงานให้เข้ากับเงินและความสามารถในการตัดสินใจที่มีอยู่จำกัดของรัฐบาลระดับเมือง โดยเริ่มต้นด้วยการ “เสนอความคิด” “ประสานงาน” “ให้การสนับสนุน” และ “สร้างสรรค์สิ่งใหม่”
ดังนั้น สภาอาหารเมืองโตรอนโต จึงมีกรรมการที่มาจากหลายภาคส่วนเพื่อให้เกิดความหลากหลายของเสียงสะท้อนต่อนโยบายอาหารไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ธุรกิจ พลเมืองหรือผู้กินอาหาร เชฟ ผู้แปรรูปอาหาร นักกิจกรรมทางสังคม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและระบบอาหารเช่น เวย์น โรเบิร์ตส์ (Wayne Roberts) ที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการโครงการต้งแต่ปี 2000-2010 อาจารย์เจนนิเฟอร์ เวลช์ (Jennifer Welsh) และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ร๊อด แมกเรย์ (Rod Macrae) รวมทั้งเกษตรกร ซึ่งเป็นเรื่องพิเศษแปลกใหม่มากที่จะมีมุมมองของเกษตรกรและชุมชนเปราะบางในเมืองเข้าไปมีเสียงในเวทีกำหนดนโยบายการพัฒนาเมือง งานของ สภาอาหารเมืองโตรอนโต จึงเป็นงานที่ทำทั้งกับผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขในเขตเทศบาลเมืองโตรอนโตและพื้นที่นอกเขตเทศบาลซึ่งเป็นพื้นที่ที่ภาคเกษตรส่วนใหญ่เกิดขึ้น (Greater Toronto) คณะกรรมการจึงประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 30 คน ที่มีวาระ 3 ปี ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากคณะกรรมการด้านสาธารณสุข 1 คน ตัวแทนจากสภาเทศบาลเมืองโตรอนโต 2 คน ตัวแทนจากพื้นที่ชนบทและชุมชนเกษตรกรจากรอบนอกของเมือง 3 คน ตัวแทนเยาวชนจากสภาอาหารเยาวชนเมืองโตรอนโต 2 คน ตัวแทนชุมชนต่าง ๆ ในเมืองโตรอนไม่เกิน 24 คน และเจ้าหน้าที่สนับสนุนการทำงาน ถูกจ้างโดยคณะกรรมการด้านสาธารณสุขเมืองโตรอนโต
หน้าที่หลักของสภาอาหารเมืองโตรอนโตจะประกอบด้วยหน้าที่หลัก 5 อย่างคือ 1) ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์อาหารเมืองโตรอนโต ให้คำแนะนำ การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญที่มีฐานจากชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ยุทธศาสตร์นำไปใช้ได้จริง 2) ทำหน้าที่ระบุประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นตัวประสานระหว่างผู้เชี่ยวชาญที่มีฐานมาจากชุมชน และส่งเสริมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเมืองโตรอนโต (Toronto Public Health and City of Toronto) 3) ทำหน้าที่พัฒนาและวางนโยบายและวิธีการปฎิบัติที่ดี (best practice) เพื่อนำร่องโครงการให้เกิดและส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารให้คนในเมือง 4) ทำงานร่วมกับกลุ่มเยาวชนและสถาบันระดับอุดมศึกษา เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีวิชาชีพเฉพาะด้านอาหาร (food professionals) เป็นอาชีพได้ อีกทั้งส่งเสริมการศึกษาเรื่องระบบอาหาร และ 5) กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่ว่าจะเป็นในหมู่พลเมืองเมืองโตรอนโตกันเอง ระหว่างเมืองและชนบท ระหว่างหลาย ๆ ภาคส่วนเช่น องค์กรท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและองค์กรต่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความรู้และประสบการณ์ของแต่ละเมืองเมืองอื่นๆ ที่กำลังเผชิญข้อท้าทายเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม สภาอาหารเมืองโตรอนโตก็ไม่ใช่องค์กรเดียวที่ทำเรื่องอาหาร แต่ยังมีกลุ่มอื่น ๆ ในเมืองที่ร่วมกันสร้างนิเวศในเมืองให้เกิดการตื่นตัวเรื่องอาหาร เช่น Foodshare ที่เป็นเสมือนโครงการปันอาหาร โครงการที่อยู่อาศัย Regent Park และเครือข่ายอธิปไตยอาหารของคนผิวดำ (Black Food Sovereignty) ซึ่งแต่ละโครงการก็มีการทำงานร่วมกันในด้วยตามสถานการณ์และประเด็น จุดเด่นของ สภาอาหารเมืองโตรอนโต คือจะเน้นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ในมิติเรื่องการเข้าถึง ความเพียงพอ ความปลอดภัย โภชนาการ อาหารที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ วางแผนสอดคล้องกับนโยบายสาธารณสุขขั้นพื้นฐานของรัฐออนตาริโอเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางด้านสุขภาพ ด้วยการมองอาหารแบบ multifunctional ที่เชื่อมตัดกับนโยบายอื่น ๆ โดยเริ่มจากการสร้างพื้นที่ให้สภาอาหารเมืองโตรอนโต เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเมืองโตรอนโตในการรับที่จะเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนและเสริมศักยภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการพัฒนาเมืองและนโยบายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ในรูปแบบการทำงานนั้น สภาอาหารทำงานแบบอิสระและไม่ได้ขึ้นอยู่หน่วยงานภาครัฐใดจึงมีความยืดหยุ่นกว่า แม้ว่าจะอยู่ในระบบกลไกการกำกับดูแลของรัฐในบริบทเมือง นอกจากนี้ยังมีผู้ประสานงานที่ทำงานในระยะยาวและกรรมการที่กระตือรือร้นและทำงานต่อรองในระบบเป็น เช่น Jennifer Welsh, Rod MacRae และ Wayne Roberts รวมทั้งกำลังของอาสาสมัครที่เข้ามาเป็นกรรมการและให้ความคิดเห็นจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ทำให้คณะกรรมการของสภาอาหารเมืองโตรอนโตมีศักยภาพในการมองปัญหาที่ซับซ้อน และสามารถนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามเงื่อนไขของเมือง
ข้อมูลจาก รายงานการทบทวนวรรณกรรมเพื่อสำรวจศึกษาต้นแบบต่างประเทศ (literature review) เรื่องพลเมืองอาหาร ชุมชนอาหารและความรอบรู้ด้านอาหาร โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนอาหารฯโดย : อารียา ติวะสุรเดช